<aside> 💡 ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ know-edge.org Apirl 19, 2020

</aside>

ณ.เวลานี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักโควิด

ไวรัสโควิด-19 นี้เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มนุษย์เรายังไม่เคยมีภูมิต้านทาน สร้างความปวดหัวให้กับบรรดาคุณหมอ และนักการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ถึงแม้โควิดนี้จะพัฒนาตัวเองมาจากเชื่อไวรัสซาร์ ที่เคยระบาดมาแล้วเมื่อราว 20 ปีก่อน แต่ด้วยการกลายพันธ์และความสามารถที่เพิ่มพูนในการติดต่อแพร่เชื้อ ทำให้โควิดกลายเป็นตัวอันตราย (Disruptor) ที่สำคัญในยุคดิจิทัลนี้

ที่สำคัญคือรัฐบาลของประเทศทั่วโลก ทำได้แต่เพียงปรับยุทธศาสตร์รับมือกันเป็นระวิง ซึ่งยังไม่มีวิธีที่จะหยุดยั้งเชื้อร้ายนี้ได้อย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ ทั้งนี้แผนรับมือดั้งเดิมตามแบบแผนของ Pandemic ที่เคยใช้ควบคุม SARS และ MERS มาในสมัยก่อน ใช้ไม่ได้ผล เนื่องด้วยความสามารถพิเศษของเชื้อโควิดที่นับได้ว่าเป็นตัวอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

จะพบว่าประเทศที่มีความสามารถในการควบคุมโควิด ก็สามารถทำได้ ภายหลังจากที่เสียหายไปแล้วในระดับหนึ่ง และยังไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าจะสามารถหยุดยั้งปัญหาได้ ต่างต้องประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ อย่างรีบด่วน โดยไม่มีเวลาในการทดสอบ ดังนั้นเราจะไม่สามารถก๊อปปี้ ความสำเร็จของประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่งได้ เนื่องด้วยบริบทที่แตกต่างกัน แต่ละประเทศจึงต้องหาทางออกของตนเอง แต่ก็ยังพอที่จะหยิบยืมบทเรียน (Lesson Learned) จากประเทศต่างๆ มาปรับใช้ได้บ้าง

สิ่งที่สำคัญในบรรดากลยุทธเพื่อต่อสู้กับโควิดนั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นตัวร่วมอยู่ในทุกกรณี เรื่องนั้นก็คือ ความโปร่งใส (Transparency) เนื่องจากความไม่รู้ที่เกิดจากความใหม่สดของเชื้อไวรัสนี้ ทำให้การแก้ไขปัญหา ตกอยู่ในภาวะที่จะต้อง รบกันด้วยดาบ ที่ฟันไปในความมืด ไม่เห็นเป้าหมาย ประชาชนทั่วไปจึงเกิดความวิตกกังวลจนถึงขั้นวิตกจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติในยามนี้ ด้งนั้นเรื่องของการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล (Transparency & Disclosure) จึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศได้ยึดเอาเรื่อง Transparecy เป็นแกนหลักในยุทธศาสตร์ต่อสู้กับโควิด

และเรื่องของ Transparecy นี้ก็คือจริยธรรมหลัก อย่างหนึ่งของบรรดาคณะกรรมการ (Board of Director) ซึ่งเมื่อบริษัทเผชิญปัญหาอย่างนี้ คณะกรรมการจะต้องทำอย่างไร

ถ้าท่านนั่งอยู่ในคณะกรรมการในเวลานี้ หน้าที่สำคัญของท่าน คือตั้งคำถามสำคัญ

แต่การตั้งคำถามสำคัญในเวลานี้ก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เนื่องจากทุกๆ ปัจจัยในเวลานี้ มีแต่ Unknown อยู่เต็มไปหมด

ถ้าท่านเคยได้เรียน ERM Enterprise Risk Management (ซึ่งควรจะได้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านนั่งอยู่ในอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง) คงจะเคยผ่านตาคำว่า Systemic Risk มาบ้าง

มีบางท่านแปลคำว่า Systemic Risk ว่า "ความเสี่ยงแบบลูกโซ่" ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่ส่งทอดกันมาจากปัจจัยอื่นๆ อันเป็นผลมาจากคุณสมบัติข้อหนึ่งใน System Theory ที่เรียกว่า "Delay Feedback" ความเสี่ยงแบบลูกโซ่จึงเป็น Unknown ประเภทหนึ่ง เพราะในขณะที่เรานึกว่าอยู่รอดปลอดภัยแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงก็ได้เริ่มเกิดขึ้นภายในบริบทของเราเป็นที่เรียบร้อย

ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Outbreak ก็เป็นผลมาจาก Systemic Risk นี้ โดยปกติ Outbreak มักเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กร ที่มีระบบงานที่เข้มแข็ง เนื่องจากในการบริหารความเสี่ยง เราได้นำเอาปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผล เข้ามาสู่บริบทการทำงาน และมีการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

แต่ในกรณีของโควิด ทำให้เกิด Unknown ขึ้นมามากมายในคราวเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มาจากภายนอก ซึ่งก็มีอันตรายอย่างหนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เป็นปัจจัยเสี่ยงซ่อนเร้น ที่อยู่ภายในบริบทของเราอยู่แล้ว แต่สามารถถูกกระตุ้น (Trigger) ให้ส่งผลขึ้นมาได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทุกท่านในการ กำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อต่อสู้กับภัยร้ายในครั้งนี้ จะขอวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอันเกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิดในครั้งนี้ โดยแบ่งปัจจัยเสี่ยงออกเป็น 5 ประการ

  1. LIVING: ชีวิตคนมีความสำคัญที่สุด เรื่องนี้มีความสำคัญ ซึ่งคณะกรรมการไม่อาจจะลิมไปได้ นอกเหนือจากชีวิตคนแล้ว วิถีชีวิตก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วิกฤติคราวนี้ กระทบกระเทือนถึงวิถีชีวิตของทุกผู้คนบนโลกใบนี้ด้วย ซึ่งองค์กรควรจะต้องพิจารณา ขยายความช่วยเหลือพนักงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปพร้อมกับองค์กรได้
  2. WORKPLACE: การ Outbreak สามารถเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานขององค์กรได้ ปัจจุบันภาครัฐได้ออกข้อกำหนดต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดนี้ ซึ่งองค์กรจะต้องไม่ละเลย และเพิ่มความระมัดระวังที่เหมาะสม หลายองค์กร โดยเฉพาะโรงงาน จะมีฝ่ายงาน SHE (Safety, Health and Environment) อยู่ ซึ่งสมควรที่จะขยายบทบาทของหน่วยงานนี้ในเวลานี้ และ/หรือ ต้องมีการหารือกับสาธารณสุขประจำท้องถิ่น เพื่อการประสานงานร่วมมือกัน
  3. INFRASTRUCTURE: ในภาวะวิกฤตินี้ บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภาครัฐมีความพยายามที่จะผ่อนปรนให้บริการเหล่านี้ ยังคงสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การขนส่ง น้ำ-ไฟ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นช่องทางของการแพร่ระบาดได้ จึงจะต้องมีมาตรการในการคัดกรองต่างๆ อย่างรัดกุม และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการติดตามเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่า บริการเหล่านี้จะมีความสามารถในการดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะต้องมีแผนสำรองต่างๆ ไว้ล่วงหน้า
  4. SUPPLY CHAIN: ภายใต้ซัพพลายเชน ที่องค์กรดำรงอยู่นั้น ก็เผชิญกับภาวะเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังนั้นการประคองสถานการณ์ร่วมกัน (Collective Actions) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันภาคตลาด (Market) ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว (Radical) ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกลับมาอยู่ในสภาพเดิม เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไปหรือไม่ ดังนั้นเพื่อความรอบคอบ จึงจะต้องมีการทำการประเมินอย่างต่อเนื่อง (Realtime Assessment) เพื่อให้องค์กรมีเวลาปรับตัวได้ทัน ถ้าเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขึ้น
  5. COMPETITIVENESS: จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้อนาคตของการดำเนินงานตกอยู่ในความเสี่ยง (Uncertainty) หลายองค์กรอาจจะอยู่ในภาวะที่เป็นโอกาส หลายองค์กรอาจะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งต้องหาหนทางประคองให้ผ่านพ้นเหตุการณ์ และหลายองค์กรอาจจะต้องปิดการดำเนินการไปก่อน เพื่อรักษาทรัพยากรบางส่วนเอาไว้ ทั้งนี้ คณะกรรมการควรจะต้องมีบทบาทในการตัดสินใจด้วยความรอบคอบ ด้วยประสบการณ์ เพื่อให้ฝ่ายจัดการ มีความมั่นใจในการที่ฟันฝ่าให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน