ปี 2022 มิใช่เป็นเพียงปีแห่งการฟื้นตัวจากโรคระบาด หากแต่เป็นปีที่ "ระเบียบโลกแบบสองขั้ว" (Bipolar Order) สั่นคลอนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็น สงครามในยูเครนมิใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาค แต่มันคือการประกาศจุดจบของยุคที่ "กฎกติกาได้รับการยอมรับ" (Rules-based Order) การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีลักษณะที่ไม่เหมือนวิกฤตการณ์ในอดีต เพราะปัญหาความขัดแย้งมีลักษณะที่เชื่อมโยงและเสริมแรงกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแตกขั้วของระบบเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ี่คลื่นเงินเฟ้อระดับโลก การขาดแคลนพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก การเร่งตัวชองปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิกโฉมของตลาดแรงงานอย่างไม่ทันตั้งตัว การแพร่กระจายของข้อมูลเทียม (synthetic content) ตลอดจนการลดลงของความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ได้เน้นย้ำให้มนุษย์ทุกคนตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่เปราะบางของอารยธรรมสมัยใหม่ ภายในเวลาเพียง 3 ปี เราต่างใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง "พายุสมบูรณ์แบบ" (Perfect Storms) โลกจึงไม่ได้เผชิญเพียง “ความไม่แน่นอน” แต่กำลังเผชิญสภาวะที่ ความซับซ้อน ความแบ่งแยก และการเกิดขึ้นจนกลายเป็นสภาพปกติใหม่ (New Normal) ของศตวรรษที่ 21 นี่คือโลกที่เราเรียกว่า CF&E World Chaotic, Fragmented & Emergent Wolrd ซึ่งเป็นโลกที่ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causality) ไม่เป็นเส้นตรงอีกต่อไป และการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยสามารถก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ในระดับโลกได้ (”เด็ดดอกไม่ สะเทือนถึงดวงดาว”) ความรู้ดั้งเดิม (Knowledge) ที่เคยเป็นเสมือนเข็มทิศ เริ่มชี้ทางสับสน เพราะมันถูกสร้างขึ้นบนสมมติฐานของโลกที่ "นิ่ง" และ "เป็นเส้นตรง" ขณะที่ความเป็นจริงกำลังกระโดดไปข้างหน้าแบบทวีคูณ
ขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกกำลังเผชิญกับ "จุดแตกหัก" (Sytemic Tipping Point) ที่ไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หากแต่คือการซ้อนทับกันของวิกฤตหลายมิติจนระบบเดิมรับไม่ไหว (Polycrisis) เป็นช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเมือง เริ่มสูญเสียความสามารถในการรักษาสมดุลเดิม จุดแตกหักนี้จะปรากฏให้เห็นใน 3 รูปแบบใหญ่: แรกคือวิกฤต "ความจริง" (Truth Decay) ที่เนื้อหาที่สร้างโดย “Hate Speech” ด้วยน้ำมือมนุษย์ และเสริมด้วย “Synthetic Content” ที่สร้างโดย AI อย่างท่วมท้น จนมนุษย์แยกไม่ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริงที่มีคุณค่า และสถาบันต่างๆ เริ่มสูญเสียความน่าเชื่อถือ ที่สองคือวิกฤต "ความหมาย" (Meaning Crisis) เมื่อระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถมอบงานที่มีคุณค่าให้กับประชากรวัยแรงงานที่เคว้งคว้างขาดเป้าหมาย และ ที่สามคือวิกฤต "ความอยู่รอด" (Survival Crisis) ที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนจากการใช้ตัวแทน (Proxy) สู่การเผชิญหน้าโดยตรง จนทำให้มาตรการรับมือภัยพิบัติระดับโลกล้มเหลว ขณะที่อุณหภูมิโลกทะลุเพดาน 1.5 องศาอย่างถาวร ระบบนิเวศและแหล่งอาหารของมนุษย์เริ่มเข้าสู่ภาวะ "ไม่สามารถคืนสภาพ" ได้อีกต่อไป ในโลกเช่นนี้ การพึ่งพาแบบจำลองเดิมหรือองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นภายใต้บริบทของศตวรรษที่ผ่านมา อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจในศตวรรษหน้า
ณ จุดนี้ ประชาชนทั่วโลกมิได้เป็นเพียง "ผู้ได้รับผลกระทบ" หากแต่กำลังกลายเป็น "ตัวประกัน" ของระบบเก่า ที่มีแต่ทางเลือกที่เลวร้ายกว่าเดิม (The Lesser Evil) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลกลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างผู้ที่มี "สิทธิ์ในการปรับตัว" กับผู้ที่ถูก "ทิ้งไว้เบื้องหลัง" ความกลัวและความไม่ไว้วางใจถูกป้อนเสริมด้วยอัลกอริทึม จนบดบังศักยภาพของมนุษย์ในการร่วมมือกันข้ามพ้นพรมแดน กระนั้น ท่ามกลางซากปรักหักพังของระเบียบเดิม "ความจริงเชิงประจักษ์" ข้อหนึ่งได้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ: เครื่องมือเก่าไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ได้ การกอบกู้โลกไม่ใช่เรื่องของการสะสมข้อมูลเพิ่มอีก 1 เทราไบต์ หรือการเพิ่มกำลังผลิตอีก 1 ล้านหน่วย หากแต่คือการเปลี่ยนแปลง "การรับรู้" (Perception) และ "ความกล้าหาญ" (Courage) ของมนุษย์ในการนิยามความก้าวหน้าเสียใหม่ ณ จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์นี้เองที่ know-edge จึงกำหนด Manifesto: Becoming Deep Learner toward 2050 เพื่อไม่ใช่การสร้างทฤษฎีใหม่ แต่เพื่อเป็น "อาวุธทางปัญญา" (Intellectual Weapon) ในการปฏิวัติวิธีการคิด การตัดสินใจ และการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ บนความเข้าใจใหม่ว่า "ความรู้ ณ. ชายขอบของความไม่รู้" (know-edge) คือก้าวแรกของการอยู่รอด และ "การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน" (Co-Transformation) คือคำตอบเดียวของอนาคต
ถึงแม้ know-edge จะถูกกำหนดขึ้นมาเป็น Personal Journey แต่ผลกระทบของ CF&E World นั้นกว้างไกล ในระดับของการเปลี่ยนแปลงอารยธรรม ดังนั้นไม่ว่า State, Sectors, Enterprise หรือ Active Citizen จึงได้รับผลกระทบทั้งหมด และจะต้องหาวิธีการในการ Understand, Adapt, Transform และ Regenerate ให้ได้ คำถามสำคัญของยุดสมัยจึงไม่ใช่เพียงว่า เรารู้อะไร แต่คือ
เราจะสร้างความสามารถในการทำความเข้าใจ ตีความ และตัดสินใจอย่างเหมาะสมท่ามกลางโลกที่ไม่เป็นเส้นตรงได้อย่างไร
จากคำถามนี้เอง know-edge จึงไม่ได้มุ่งเสนอองค์ความรู้ชุดใหม่ หากแต่มุ่งเสนอกรอบความคิดและศักยภาพใหม่ ที่จะช่วยให้ มนุษย์ องค์กร ภาครัฐ และสังคม สามารถใช้องค์ความรู้ชุดเดิม ผนวกกับการเรียนรู้จากสภาพอันปั่นป่วน สับสนของ CF&E World เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ ปรับตัว สร้างใหม่ โดยร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในโลกของ CF&E World ได้อย่างมีการใช้ปัญญา (Wisdom)
หลายคนเมื่อเห็นคำว่า know-edge มักเข้าใจว่าเป็นการสะกดคำว่า knowledge ในรูปแบบใหม่ หรือเป็นเพียงการเล่นคำ (wordplay)
แต่ความตั้งใจของ know-edge ไม่ใช่เช่นนั้น
know-edge ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่ (Replace) ความหมายของ Knowledge และไม่ได้พยายามนิยามความรู้ขึ้นใหม่ ในทางตรงกันข้าม know-edge ยอมรับว่า Knowledge เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ทางปัญญาที่ทรงคุณค่าที่สุดของมนุษยชาติ แต่โลกที่กำลังเปลี่ยนไป ทำให้ Knowledge เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจอีกต่อไป
ถ้าเรามองว่า know-edge ไม่ใช่แค่การสะกดผิดของคำว่า "Knowledge" แต่คือ Sibling (พี่น้อง) ที่มีบทบาทเฉพาะและเติมเต็มซึ่งกันและกัน เราจะได้กรอบคิดใหม่ที่ทรงพลังในการพัฒนาปัญญาและระบบต่างๆ แทนที่จะมองว่า know-edge คือความรู้รุ่นใหม่ แต่ในที่นี้เราเสนอให้มองว่า knowledge และ know-edge เป็น Sibling หรือคือพี่น้องที่ทำงานร่วมกัน ไม่มีใครแทนที่อีกฝ่าย
เปรียบเทียบบทบาท Knowledge และ know-edge
| Knowledge | know-edge |
|---|---|
| What we know | How we work with what we know |
| Content | Capacity |
| Repository | Dynamic Capability |
| Facts | Sense-making |
| Explanation | Adaptation |
| Certainty | Uncertainty Navigation |
| Memory | Judgment |
| Learning | Continuous Reframing |
| Knowing | Becoming |
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง Knowledge และ know-edge จึงเป็นแบบ Complimentary ไม่ใช่การแข่งขันกัน แต่เติมซึ่งกันละกัน ในขณะที่ Knowledge ตอบว่า “What is true?” know-edge จะถามต่อว่า “What should we do now?” เมือ Knowledge บอกว่า “What have we Learned?” know-edge จะถามว่า “What have we missed?” ในขณะที่ Knowledge สะสมอดีต kno-edge จะเชื่อมอดีต ปัจจุบันและอนาคต
เปรียบเทียบผลต่างเมื่อ Knowledge และ know-edge ทำงานร่วมกัน
| มิติ | Knowledge (พี่ใหญ่) | Know-Edge (น้องเล็ก) | ผลลัพธ์เมื่อเติมเต็ม |
|---|---|---|---|
| ความมั่นใจ | ให้ความมั่นใจในการลงมือทำ (Knowing) | ให้ความถ่อมตนและความระมัดระวัง (Knowing the unknown) | Adaptive Wisdom (ปัญญาที่ปรับตัวได้) ไม่ดันทุรัง |
| การแก้ปัญหา | ให้เครื่องมือและอัลกอริทึมสำหรับปัญหาที่เคยเจอ | ให้คำถามใหม่ๆ เมื่อเครื่องมือเดิมใช้ไม่ได้ผล | Breakthrough Innovation (นวัตกรรมก้าวกระโดด) ไม่ใช่แค่ incremental |
| การเรียนรู้ | มุ่งสู่การ "สะสม" ให้หนาแน่น | มุ่งสู่การ "ลบ" หรือ "ปรับโครงสร้าง" ความรู้เก่า (Unlearning) | Anti-fragile Mindset (จิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อถูกทดสอบ) |
| ในระบบ AI | Training Data + Model Weights (สิ่งที่รู้แล้ว) | Active Learning + Out-of-Distribution Detection (การตรวจจับสิ่งที่โมเดลไม่รู้) | Trustworthy AI (AI ที่กล้าบอกว่า "ไม่รู้" แทนที่จะสร้างข้อมูลมั่ว) |
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติของ Sibling นี้